Day 1 : Lost in Japan
posted on 23 Apr 2013 23:20 by myagd-vip in JAPAN


หลังจากเช็คของเสร็จ ก็ออกจากบ้านตอนตี2ครึ่ง มาถึงสุวรรณภูมิตอนตี3 พ่อแม่พี่ไปส่งครบเหมือนไปส่งลูกเรียนต่อกันทีเดียว เช็คอินตอนใกล้ตี4จากนั้นก็เข้าไปรอด้านในอยู่เป็นชั่วโมง จนเวลาตี5.55 นี่คือการขึ้นเครื่องบินออกนอกประเทศครั้งแรก ตื่นเต้นมากมาย ตื่นเต้นเกินบรรยาย... โฮกกก

เครื่องที่เลือกนั่งคือ Delta มีแต่ฝรั่งที่แวะต่อเครื่องไปลงอเมริกา เลยทำให้การไปญี่ปุ่นนั้นถูกกว่าลำอื่นๆมั้ง ก็กะไว้ว่าบริการจะยังไงก็ช่างเหอะ เราไม่แคร์ พอเอาจริงแล้วดีกว่าที่คิด พี่แอร์เป็นกันเอง อาหารอร่อย เป็นอาหารฝรั่งสไตล์ญี่ปุ่น มื้อใหญ่บนเครื่องมีสเต็ก หรือ ข้าวหน้าไก่เทอริยากิ ให้เลือกด้วย แต่คนกินเยอะคงจะไม่อิ่มแน่ๆเลย!
พอใกล้รุ่งล้อเครื่องบินก็ขยับออกจากรันเวย์ ช่วงที่เครื่องขึ้นโคตรจะลุ้น มันสั่นๆ คนไม่เคยนั่งก็แอบกลัวอ่ะ ทำไมมันสั่นวะ ฮ่าาา ถึงกับนึกถึงพระให้คุ้มครองไว้ :) พอขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ พระอาทิตย์ก็โผล่มาพอดี บรรยากาศข้างบนสวยงามมาก มากมายจริงๆ เสียดายรอบนี้ไม่ได้นั่งริมหน้าต่าง

จากนั้นก็นั่งมาแบบหลับๆตื่นๆเพราะไม่ได้นอนมาก่อน นั่งวาดรูปตรงเก้าอี้เก็บไว้ เพลงในลิสโคตรเจ๋ง แต่หนังไม่ใช่แนวเลย ใช้เวลาประมาณ5-6ชม.ดูจากจอทีวีที่แสดงตำแหน่งเครื่องบิน ในที่สุดกัปตันประกาศว่า เราจะลงแตะพื้นนาริตะแล้ว (โลกตอนนั้นเหมือนสวรรค์จริงๆ) สักพักเริ่มรู้สึกได้ถึงอากาศที่เย็นขึ้นหรือคิดไปเองก็ไม่รู้ นั่งอยู่แถวกลางเลยมองไม่เห็นข้างนอก พยายามมองดูผ่านหน้าต่างคนอื่น พอเห็นแผ่นดิน.. น้ำตาซึม จะร้องไห้ "ร้องไม่ได้นะ" บอกกับตัวเอง "อายเค้า" "อายเค้า" "ไม่ร้องนะเว่ย"
แต่ใครจะไปบังคับได้ มันดีใจไง ดีใจที่สุดในชีวิต (ขณะที่เขียนอยู่ตอนนี้ยังนั่งน้ำตาไหลไปด้วยเลย) ด้วยความที่กลัวใครเห็นก็แกล้งเป็นหาวแล้วเอาเสื้อเช็ดน้ำตา... ฮ่าา
พอเริ่มไต่ระดับลงเรื่อยๆ ตอนนั้นกลัวอีก กลัวจะเป็นอะไรไปก่อนทั้งที่มาถึงแล้ว เลยนึกพระอีกที ให้ช่วยหนูด้วย
เรากำพระที่คอไว้จริงๆ :D

และในที่สุดก็แตะลงผืนแผ่นดินประเทศญี่ปุ่นโดยสวัสดิภาพ สิ่งแรกที่ทำบนแผ่นดินนี้คือ เข้าห้องน้ำบนเครื่อง! -_- ก็ดันมาหนักตอนนั้นแล้วการมาครั้งแรกแบบนี้ใครจะไปหาห้องน้ำในสนามบินได้ทันหล่ะ!

จากนั้นก็เดินผ่านอุโมงค์ที่เชื่อมกับเครื่องบินออกมาเป็นคนสุดท้ายพอดี เข้ามายังสนามบิน มันเริ่มมีอากาศข้างนอกผ่านเข้ามาได้แล้ว โอยยยยย นี่มันหน้าหนาวของแท้จริงๆ วู้~ โคตรคึกเลย

ระหว่างที่เดินมาเรื่อยๆเราก็ถือเสื้อโค้ทกับเสื้อแจ๊คเก็ตที่ถอดออกตอนอยู่บนเครื่องไว้กับผ้าพันคอมีใบเข้าตม.อีก ถือมารุงรัง สักพักได้ยินคนข้างหลังเรียก "you you" เลยหันไปเห็นคุณลุงที่เข็นรถเข็นมีคุณยายนั่งมากับครอบครัวมั้ง ชี้ที่พื้น อ่าว....ผ้าพันคอหล่นไม่รู้ตัว เลยยิ้มให้แล้วก้มลงหยิบ โค้งให้เค้า เดินมาไม่กี่ก้าวหล่นอีก เลยพูดออกมาว่า "again!" แล้วขำตัวเอง คนอื่นก็ขำกันหมด อายมาก แต่บรรยากาศตอนนั้นน่ารักดี :)
เดินตามป้ายมาเรื่อยๆเห็นเก้าอี้ที่พักก็แวะเขียนใบให้ตม.ก่อนเข้าประเทศ ที่ไม่ได้เขียนบนเครื่องเพราะจำไม่ได้ว่าต้องใส่อะไรยังไง และไม่กล้าเปิดมือถือดูรูปอ่ะ!! เขียนเสร็จเงยหน้าอีกทีคนหายไปหมด เหลือแต่พวกฝรั่งที่รอต่อเครื่องไปอเมริกา หายไปกันไวขนาดนั้น!!!!!
ก็มองป้ายไปจุดตรวจคนเข้าเมืองคนเดียว ไม่เห็นใครสักคน วนไปวนมาแบบงงๆเลยถามพนักงาน "เพิ่งออกมาจากเครื่อง จะไปเอากระเป๋าตรงไหน?" เค้าชี้ทางให้จึงรอดตัวได้ เพราะสภาพตรงนั้นไม่เหมือนทางผ่านไปอ่ะ ดูเหมือนจะซ่อมแซมอยู่น้า

เช็คเอกสารกับเจ้าหน้าที่เสร็จสรรพ ออกมาเอากระเป๋า มาคนสุดท้ายเลยจริงๆ กระเป๋าถลอกปอกเปิกตามคาด ไม่เป็นไรเราซื้อแบบลุยๆมาอยู่ละ จากนั้นเก็บเสื้ออีกตัวใส่กระเป๋า มาที่ทางออกจะเจอเจ้าหน้าที่ถามเล็กน้อย "มาทำอะไร" "ไปไหนบ้าง" "มากี่วัน" ถามเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นนะ
และก็สิ้นสุดเรื่องราวในสนามบิน ต่อไปคือการมองหาป้าย TRAIN ! รถไฟจ๋า ที่เค้าว่างงงวยที่สุดนั้นอยู่ไหน?!
เราออกจากสนามบินราวๆบ่าย2กว่า เป้าหมายคือที่พัก Khaosan Tokyo Ninja อยู่แถว Asakusabashi !
การเดินไปหารถไฟเพื่อเข้าเมืองนั้น เมื่อพ้นประตูออกมาจากตรงที่เอากระเป๋าก็เดินไปฝั่งขวาจะเจอป้ายบอกทางไปขึ้นรถไฟ สายรถไฟมี Narita Express อันนี้แพงประมาณ ¥3xxx ในเว็ปที่พักเราแนะนำแบบถูกไว้ ชื่อ Keisei Electric Railway ใช้เข้าเมืองได้เหมือนกัน เข้าไปได้ทุกที่ ถ้าไม่รีบร้อนก็นั่งแบบนี้ชมวิวมองผู้คนตามทางชิลๆ

พูดถึง Keisei Electric Railway (website) หาไม่ยากแหะ ออกมาก็เจอเจ้าหน้าที่นั่งรอที่โต๊ะขายตั๋วเลย เป็นเค้าเตอร์สีน้ำเงินขาว หรืออยากลองไปกดตู้เองก็ได้ แต่เรามาครั้งแรกจึงพุ่งไปหาพนักงาน เปิดแผนที่ในiPhoneให้ดู เค้าบอกว่าไปลงที่ Aoto แล้วข้ามฝั่งต่อรถอีกสาย ค่ารถที่ต้องจ่ายประมาณ ¥1,xxx ตอนกำลังหาเงินมีคนมาต่อแถวเรากะจะให้เค้าไปก่อนเพราะเราหาเงินอยู่ แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับ เค้าตามคิวจริงๆ ...รอได้!


จ่ายเงินเสร็จ เดินเข้าไปข้างใน มาช่วงนี้สงสัยคนไม่เยอะ ตู้ว่างๆขึ้นไปนั่งไม่นานมากรถไฟก็ออก ภาพที่เห็นอย่างแรกคือ ท้องฟ้า ท้องฟ้าที่นี่สวยเวอร์ สวยจริงๆ เป็นฟ้าแบบไล่สี หลายคนคงรู้ว่าเราชอบถ่ายรูปท้องฟ้า ฟ้าที่ญี่ปุ่นต่างจากไทยลิบลับ ตรงที่ญี่ปุ่นจะออกใสๆดูสะอาด ที่ไทยเหมือนมีหมอกปนหม่นๆ อ๊าาา~ตื่นตาตื่นใจ
ตามทางรถผ่านเป็นบ้านเรือนในแถบบ้านนอก เค้าก็คล้ายประเทศไทยบางอารมณ์นะ แต่โทนสีของบ้านเรือนที่นี่จะออกสีน้ำตาล ครีม เทาอ่อน ขาว ไม่ใช่สีสันฟ้าชมพูแบบในการ์ตูนแหะ แถมสะอาดจริงๆ อันนี้เรื่องจริงเลย ถนนสะอาดมาก ! อากาศช่วงบ่ายที่เรามาถึงอยู่ที่ราวๆ 11-13 องศา กำลังดีไม่หนาวเท่าไหร่สำหรับเรา สบายสุดๆ~~~~
การเข้าเมืองจากนาริตะจะใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมงครึ่ง ระหว่างทางที่นั่งรถไปก็คิดนั้นนี่ คิดไปจะร้องไห้บนรถไฟอีก ชีวิตมนุษย์เซนซิทีฟของฉัน ;v;
ผ่านไปชม.นิดๆมาถึงที่เปลี่ยนรถไฟที่สถานี Aoto ตอนนี้ยังไม่มีแผนที่รถไฟโตเกียว เลยนึกว่า Asakusa กับ Asakusabashi คือที่เดียวกัน พอมาถึงก็ลงสิ !



เครื่องที่เลือกนั่งคือ Delta มีแต่ฝรั่งที่แวะต่อเครื่องไปลงอเมริกา เลยทำให้การไปญี่ปุ่นนั้นถูกกว่าลำอื่นๆมั้ง ก็กะไว้ว่าบริการจะยังไงก็ช่างเหอะ เราไม่แคร์ พอเอาจริงแล้วดีกว่าที่คิด พี่แอร์เป็นกันเอง อาหารอร่อย เป็นอาหารฝรั่งสไตล์ญี่ปุ่น มื้อใหญ่บนเครื่องมีสเต็ก หรือ ข้าวหน้าไก่เทอริยากิ ให้เลือกด้วย แต่คนกินเยอะคงจะไม่อิ่มแน่ๆเลย!
พอใกล้รุ่งล้อเครื่องบินก็ขยับออกจากรันเวย์ ช่วงที่เครื่องขึ้นโคตรจะลุ้น มันสั่นๆ คนไม่เคยนั่งก็แอบกลัวอ่ะ ทำไมมันสั่นวะ ฮ่าาา ถึงกับนึกถึงพระให้คุ้มครองไว้ :) พอขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ พระอาทิตย์ก็โผล่มาพอดี บรรยากาศข้างบนสวยงามมาก มากมายจริงๆ เสียดายรอบนี้ไม่ได้นั่งริมหน้าต่าง

จากนั้นก็นั่งมาแบบหลับๆตื่นๆเพราะไม่ได้นอนมาก่อน นั่งวาดรูปตรงเก้าอี้เก็บไว้ เพลงในลิสโคตรเจ๋ง แต่หนังไม่ใช่แนวเลย ใช้เวลาประมาณ5-6ชม.ดูจากจอทีวีที่แสดงตำแหน่งเครื่องบิน ในที่สุดกัปตันประกาศว่า เราจะลงแตะพื้นนาริตะแล้ว (โลกตอนนั้นเหมือนสวรรค์จริงๆ) สักพักเริ่มรู้สึกได้ถึงอากาศที่เย็นขึ้นหรือคิดไปเองก็ไม่รู้ นั่งอยู่แถวกลางเลยมองไม่เห็นข้างนอก พยายามมองดูผ่านหน้าต่างคนอื่น พอเห็นแผ่นดิน.. น้ำตาซึม จะร้องไห้ "ร้องไม่ได้นะ" บอกกับตัวเอง "อายเค้า" "อายเค้า" "ไม่ร้องนะเว่ย"
แต่ใครจะไปบังคับได้ มันดีใจไง ดีใจที่สุดในชีวิต (ขณะที่เขียนอยู่ตอนนี้ยังนั่งน้ำตาไหลไปด้วยเลย) ด้วยความที่กลัวใครเห็นก็แกล้งเป็นหาวแล้วเอาเสื้อเช็ดน้ำตา... ฮ่าา
พอเริ่มไต่ระดับลงเรื่อยๆ ตอนนั้นกลัวอีก กลัวจะเป็นอะไรไปก่อนทั้งที่มาถึงแล้ว เลยนึกพระอีกที ให้ช่วยหนูด้วย
เรากำพระที่คอไว้จริงๆ :D

และในที่สุดก็แตะลงผืนแผ่นดินประเทศญี่ปุ่นโดยสวัสดิภาพ สิ่งแรกที่ทำบนแผ่นดินนี้คือ เข้าห้องน้ำบนเครื่อง! -_- ก็ดันมาหนักตอนนั้นแล้วการมาครั้งแรกแบบนี้ใครจะไปหาห้องน้ำในสนามบินได้ทันหล่ะ!

จากนั้นก็เดินผ่านอุโมงค์ที่เชื่อมกับเครื่องบินออกมาเป็นคนสุดท้ายพอดี เข้ามายังสนามบิน มันเริ่มมีอากาศข้างนอกผ่านเข้ามาได้แล้ว โอยยยยย นี่มันหน้าหนาวของแท้จริงๆ วู้~ โคตรคึกเลย

ระหว่างที่เดินมาเรื่อยๆเราก็ถือเสื้อโค้ทกับเสื้อแจ๊คเก็ตที่ถอดออกตอนอยู่บนเครื่องไว้กับผ้าพันคอมีใบเข้าตม.อีก ถือมารุงรัง สักพักได้ยินคนข้างหลังเรียก "you you" เลยหันไปเห็นคุณลุงที่เข็นรถเข็นมีคุณยายนั่งมากับครอบครัวมั้ง ชี้ที่พื้น อ่าว....ผ้าพันคอหล่นไม่รู้ตัว เลยยิ้มให้แล้วก้มลงหยิบ โค้งให้เค้า เดินมาไม่กี่ก้าวหล่นอีก เลยพูดออกมาว่า "again!" แล้วขำตัวเอง คนอื่นก็ขำกันหมด อายมาก แต่บรรยากาศตอนนั้นน่ารักดี :)
เดินตามป้ายมาเรื่อยๆเห็นเก้าอี้ที่พักก็แวะเขียนใบให้ตม.ก่อนเข้าประเทศ ที่ไม่ได้เขียนบนเครื่องเพราะจำไม่ได้ว่าต้องใส่อะไรยังไง และไม่กล้าเปิดมือถือดูรูปอ่ะ!! เขียนเสร็จเงยหน้าอีกทีคนหายไปหมด เหลือแต่พวกฝรั่งที่รอต่อเครื่องไปอเมริกา หายไปกันไวขนาดนั้น!!!!!
ก็มองป้ายไปจุดตรวจคนเข้าเมืองคนเดียว ไม่เห็นใครสักคน วนไปวนมาแบบงงๆเลยถามพนักงาน "เพิ่งออกมาจากเครื่อง จะไปเอากระเป๋าตรงไหน?" เค้าชี้ทางให้จึงรอดตัวได้ เพราะสภาพตรงนั้นไม่เหมือนทางผ่านไปอ่ะ ดูเหมือนจะซ่อมแซมอยู่น้า

เช็คเอกสารกับเจ้าหน้าที่เสร็จสรรพ ออกมาเอากระเป๋า มาคนสุดท้ายเลยจริงๆ กระเป๋าถลอกปอกเปิกตามคาด ไม่เป็นไรเราซื้อแบบลุยๆมาอยู่ละ จากนั้นเก็บเสื้ออีกตัวใส่กระเป๋า มาที่ทางออกจะเจอเจ้าหน้าที่ถามเล็กน้อย "มาทำอะไร" "ไปไหนบ้าง" "มากี่วัน" ถามเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นนะ
และก็สิ้นสุดเรื่องราวในสนามบิน ต่อไปคือการมองหาป้าย TRAIN ! รถไฟจ๋า ที่เค้าว่างงงวยที่สุดนั้นอยู่ไหน?!
เราออกจากสนามบินราวๆบ่าย2กว่า เป้าหมายคือที่พัก Khaosan Tokyo Ninja อยู่แถว Asakusabashi !
การเดินไปหารถไฟเพื่อเข้าเมืองนั้น เมื่อพ้นประตูออกมาจากตรงที่เอากระเป๋าก็เดินไปฝั่งขวาจะเจอป้ายบอกทางไปขึ้นรถไฟ สายรถไฟมี Narita Express อันนี้แพงประมาณ ¥3xxx ในเว็ปที่พักเราแนะนำแบบถูกไว้ ชื่อ Keisei Electric Railway ใช้เข้าเมืองได้เหมือนกัน เข้าไปได้ทุกที่ ถ้าไม่รีบร้อนก็นั่งแบบนี้ชมวิวมองผู้คนตามทางชิลๆ

พูดถึง Keisei Electric Railway (website) หาไม่ยากแหะ ออกมาก็เจอเจ้าหน้าที่นั่งรอที่โต๊ะขายตั๋วเลย เป็นเค้าเตอร์สีน้ำเงินขาว หรืออยากลองไปกดตู้เองก็ได้ แต่เรามาครั้งแรกจึงพุ่งไปหาพนักงาน เปิดแผนที่ในiPhoneให้ดู เค้าบอกว่าไปลงที่ Aoto แล้วข้ามฝั่งต่อรถอีกสาย ค่ารถที่ต้องจ่ายประมาณ ¥1,xxx ตอนกำลังหาเงินมีคนมาต่อแถวเรากะจะให้เค้าไปก่อนเพราะเราหาเงินอยู่ แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับ เค้าตามคิวจริงๆ ...รอได้!


จ่ายเงินเสร็จ เดินเข้าไปข้างใน มาช่วงนี้สงสัยคนไม่เยอะ ตู้ว่างๆขึ้นไปนั่งไม่นานมากรถไฟก็ออก ภาพที่เห็นอย่างแรกคือ ท้องฟ้า ท้องฟ้าที่นี่สวยเวอร์ สวยจริงๆ เป็นฟ้าแบบไล่สี หลายคนคงรู้ว่าเราชอบถ่ายรูปท้องฟ้า ฟ้าที่ญี่ปุ่นต่างจากไทยลิบลับ ตรงที่ญี่ปุ่นจะออกใสๆดูสะอาด ที่ไทยเหมือนมีหมอกปนหม่นๆ อ๊าาา~ตื่นตาตื่นใจ
ตามทางรถผ่านเป็นบ้านเรือนในแถบบ้านนอก เค้าก็คล้ายประเทศไทยบางอารมณ์นะ แต่โทนสีของบ้านเรือนที่นี่จะออกสีน้ำตาล ครีม เทาอ่อน ขาว ไม่ใช่สีสันฟ้าชมพูแบบในการ์ตูนแหะ แถมสะอาดจริงๆ อันนี้เรื่องจริงเลย ถนนสะอาดมาก ! อากาศช่วงบ่ายที่เรามาถึงอยู่ที่ราวๆ 11-13 องศา กำลังดีไม่หนาวเท่าไหร่สำหรับเรา สบายสุดๆ~~~~
การเข้าเมืองจากนาริตะจะใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมงครึ่ง ระหว่างทางที่นั่งรถไปก็คิดนั้นนี่ คิดไปจะร้องไห้บนรถไฟอีก ชีวิตมนุษย์เซนซิทีฟของฉัน ;v;
ผ่านไปชม.นิดๆมาถึงที่เปลี่ยนรถไฟที่สถานี Aoto ตอนนี้ยังไม่มีแผนที่รถไฟโตเกียว เลยนึกว่า Asakusa กับ Asakusabashi คือที่เดียวกัน พอมาถึงก็ลงสิ !


ขึ้นมาจากสถานี ดูตามแผนที่พักเลี้ยวขวาเดินออกมาเจอ SkyTree และตึก Asahi ตอนนั้นราวๆ4โมงเย็นกว่า พระอาทิตย์กำลังจะตกแล้ว บรรยากาศมันสวยมากกกกกก นึกดีใจ ที่พักเราเจ๋งจังใกล้ SkyTree ด้วย เดินข้ามสะพานไปอีกฝั่ง แวะถ่ายรูปบนสะพาน แต่ตอนนี้เริ่มงงๆไม่รู้จะเข้าซอยไหน ระหว่างนั้นมีฝรั่งชายหญิงเดินออกมาจากซอยพอดี เรากำลังยืนหาที่พัก เค้าก็เข้ามาถาม "หาที่พักหรอ พักที่ไหน" เราบอก "Khaosan Tokyo Ninja" เค้าก็ "โอ้ ยูหลงมาไกลมาก ที่นี่ไม่ใช่ ที่นี่คือ Khaosan Tokyo Original" "ยูลองเข้าไปถามเค้าดูว่าไปยังไง" เราก็ "โอ่~~~ ขอบคุณมาก"
แต่ในใจนี่ช็อคค้างไปละ ฮาาา เลยเข้าไปถามพนักงานว่า "เออ หวัดดี ฉันหลงนะ จะไปพักที่นี่ อยู่ตรงไหน?" เค้าเลยให้แผนที่แบบภาษาญี่ปุ่นแล้วพูดอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ เราฟังๆแล้วคิดว่าไม่ยากแหะ "โอเค แต้งกิ้ว!"
ลุยต่อ!

ก็เดินกลับไปที่สถานีรถไฟ ลงมามองป้ายสถานีกับราคา เพื่อความชัวร์เลยถามพนักงาน "Asakusabashi กี่บาทคะ" ตอนแรกเค้าไม่เข้าใจ เราเลยพูด "Asakusabashi" แล้วก็เขียน *¥170? บนกระดาษ พนักงานก็ "ใช่ๆ" แล้วชี้ไปที่ตู้กด เลยได้ลองกดตู้ขายตั๋วในทันที
ไม่มีใครสอน! แต่มันมีภาษาอังกฤษ ปุ่มมุมซ้ายบนนั่นแหละ :)

เดี๋ยวนี้เกือบทุกเครื่องจะมีให้เลือกเป็นภาษาอังกฤษได้ โดยหน้าจอก็จะมีปุ่มตัวเลขราคาขึ้นมาให้เลือกกมากมาย เราก็กดตามราคาของสถานีที่เราเลือกจะไป จ่ายเงินด้วยเหรียญหรือแบงค์ก็ได้ มันถอนได้หมด ยกเว้นเหรียญ ¥1 ¥5 ใช้ไม่ได้
ได้ตั๋วเสร็จก็เจอกับทางลงบันได มองหาลิฟท์ไม่เจอ คือต้องเดินลงแล้วเดินขึ้นไปอีกที ทำไมทำบันไดแปลกๆวะ สูงอยู่ กระเป๋าไซส์บึ้ม! ระหว่างที่กำลังบากบั่นยกขึ้นบันได เพราะยังจับยกไม่เป็น มีผู้ชายญี่ปุ่นใส่สูทมาถาม "Daijoubu desu ka?!" "Daijoubu desu ka?" ประมาณว่า "โอเคไหมครับ?" เราก็ "...(เออ)" เค้าพยายามจะช่วยถือ เราก็ "Ah! Daijoubu Daijoubu!!!" คือ "ไม่เป็นไรจริงๆ!" จริงๆไม่โอเคแต่กระเป๋าหนักไม่กล้าให้ช่วย -_-
พอได้ขึ้นรถก็นั่งต่อไปอีก 2 ป้าย ถึงแล้วลงมาดูแผนที่ เห็นประตู2เป็นบันไดต้องเดินขึ้น ไม่เอาละ "เหนื่อยโว้ย" เลยขึ้นลิฟท์ตรงทางออก1 ออกมาปุ๊บ มืด.. ทั้งๆที่ยังไม่ 6โมงเย็น เดินๆมองๆเลี้ยวซ้ายเดินไปจนมุมถนน(1) เห็นร้านขายของชำเลยถาม เค้ามองแผนที่ก็งง เราบอกว่า "แม่น้ำ!" "รู้จักไหม" "อยู่ตรงไหนคะ" (ชี้แผนที่) แล้วเค้าก็บอกว่าน่าจะไปอีกทางนะ เราจึงเดินย้อนกลับมาทางออกรถไฟประตู 1
แล้วไม่กล้าเดินต่อกลัวหลงไกล มาลงลิฟท์ถามพนักงานที่ใต้ดินดีกว่า เค้าบอกทางมา แต่ภาษาญี่ปุ่นกระจาย มีแค่ Left กับ Right ที่เป็นภาษาอังกฤษ -_- ที่นี้เลยต้องลากกระเป๋าขึ้นบันไดที่ประตู 2 จริงๆ ซึ่งออกมาไกลจากที่เดิมหน่อย เดินวนไปวนมาก็ยังไม่เจอ ทิศไหนเป็นทิศไหนงงไปหมด ได้เวลาถามคนแถวนั้นซะละ! เห็นร้านขายข้าวร้านนึงมีฝรั่งนั่งอยู่ เลยเข้าไปถามพนักงาน วางกระเป๋าไว้นอกร้านด้วยนะ! พนักงานก็ไม่รู้ เลยถามฝรั่งตรงนั้น(2) แอบเหล่มองกระเป๋าตัวเอง ยังอยู่เว้ย.. คุยไปคุยมา ฝรั่งบอก "เหมือนจะยังไม่ถึงนะ ต้องเดินไปอีกไกล" ชี้ๆในแผนที่ (กรี๊ดดดดดดดดดดดด)
เหนื่อยโว้ย ทำไมหายากจังวะ มันไม่น่าจะหายากแบบนี้ป่าว พอเดินออกมาแล้วเลี้ยวขวาเดินตรงไปเรื่อยๆ หันมาเจอฝรั่งกลุ่มนึงเลยถาม "พักที่Khaosan Ninja หรือเปล่า?" เค้าบอกว่า "ป่าว ขอโทษด้วยนะ" สักพักฝรั่งร้านข้าวเดินสวนมา แต่ไม่ได้พูดไร มองเหมือนแบบ กูยังหลงอยู่อีกหรอ.. เออสิ ตอนนี้จะกรี๊ดละนะ แงงงง~
เดินไปเรื่อยๆยังไม่เจอทางออกก็เดินย้อนกลับมา เจอผู้หญิงคนนึง(3)หน้า Lawson เลยถามเค้า เอาแผนที่ให้ดูแล้วแบบ "e~ Doko!" (~เอ้~~~ที่ไหนเนียะ!!!) ดูไปดูมา เค้าแบบ "e~ Musukashii na~" (เอ้~~~~ยากจังเลยน้า) แล้วก็พูดญี่ปุ่นใส่อีกรัวๆฟังได้บ้างไม่ได้บ้าง หน้าตาเราตอนนั้นวิงวอนความช่วยเหลือมาก
จนเค้าบอก "รอก่อนนะ" แล้วเอาแผนที่ไปถามพนักงานใน Lawson ให้ พนักงานบอกว่าไม่แน่ใจเหมือนกัน เค้าก็ดูแผนที่แล้วบอกให้มาทางนี้ เดินย้อนกลับไปทางเดิมที่เป็นร้านข้าว พอมาถึงทางเลี้ยว "นี่น่าจะไปทางนี้แหละ" "แต่ฉันต้องไปแล้วนะ" เราตอบไปว่า "โอเค!" (ในใจไม่โอเคนะ!) "ขอบคุณมากๆ" (เริ่มบ่นกับตัวเอง เริ่มงอแง เริ่มเหวี่ยง -_-)
ตู้โทรศัพท์อยู่ตรงไหน! สักพักมีผู้ชายเดินมา2คน ตัวใหญ่กับตัวเล็ก ผู้ชายตัวเล็กใส่แว่นแต่งตัวปรกติเสื้อสีดำ แต่ผู้ชายตัวใหญ่แต่งตัวเป็นผู้หญิงใส่กระโปรงเลยเข่าพริ้วๆใส่วิกผมบ๊อบลอนสีทองใส่หมวกไหมพรมรองเท้ามีส้น พี่เค้าหวานกว่าเราอีก! จริงๆเราจะมองก่อนนะเวลาจะถามใคร แต่ 2 คนนี้มองละนะแต่ก็ถาม ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

เค้าช่วยดูแผนที่และบอกเหมือนหลายคนว่า "ยากนะเนียะ" "ที่ไหนเนียะ" เราบอก "Police ป้อมตรวจ" เค้าก็บอก "Koban!" (ป้อมตำรวจ) แล้วพูดแบบ "ตำรวจก็ไม่ใช่จะรู้หรอกน้า" ตอนนี้เริ่มจะขำ อ่าว..แล้วกรูควรถามใครวะ ฮาาาา เค้าเลยบอกเพื่อนที่มาด้วยน่าจะประมาณว่า รอตรงนี้แล้วกันจะพาเราไป แล้วก็ให้เราเดินตามไป เราก็เดิน... ไม่คิดไรอ่ะ โคตรไว้ใจ (จริงๆมันเป็นเรื่องไม่ควรทำไหมวะ @.@) เดินผ่านมาจนแถวร้านขายของชำที่เข้าตอนแรก ข้ามทางม้าลาย เดินข้ามสะพาน นี่ไง แม่น้ำ!!!!!!!!!!!
เดินลงมาจากสะพานก็เจอป้อมตำรวจ กรี๊ดดด... ใกล้แค่เอื้อมแค่นี้!!!!
แล้วพี่เค้าเอาแผนที่ถามตำรวจให้ ตำรวจถึงกับร้องอ๋ออออออออออ อยู่ตรงนี้เอง เลี้ยวตรงนี้ เราก็โอ่~~~~~~เหมือนมีแสงส่องลงมาจากฟ้า อยู่แค่นี้กูหลงไปไกลมากกกก หลงอยู่3ชั่วโมง~
นี่คือแผนที่ที่เราวาดออกมา ตัวเลขคือตำแหน่งที่เราเดินไป ที่ทำให้หลงไปเรื่อยๆ ฮ่าาาา

พอรู้ว่าเจอแล้วก็ดีใจสุดๆ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ รัวๆ I LOVE YOU I LOVE YOU Thank you Thank you พูดแบบนี้ให้เค้าแหละ ฮ่าา โค้งแล้วโค้งอีก มันซึ้งใจมากอุตสาเดินมาส่งถึงขนาดนี้ จะจำจดวันตายเลย นึกว่าจะหลงทั้งคืนละ นี่เล็งรถไฟใต้ดินนอนละนะ -.-

หลังเดินจากเค้ามาก็เห็นซอยเลี้ยวเข้าไป โอยยยแค่นี้เองแสรสส เห็นป้ายที่พักแล้วน้ำตาจะไหล หมดแรงสุดๆ เข้าไปเช็คอินอะไรเสร็จสรรพ สรุปว่านอนชั้น 4 ..ชั้น 4~~~~~~ไม่มีลิฟท์!!!! ม่ายยยย เม ลิฟท์ ท ท ท~
พนักงานชะเง้อมา "กระเป๋าใหญ่มากเลย โทษทีนะ เราไม่มีลิฟท์" เรายิ้ม "ไม่เป็นไร" แบกขึ้นลงใต้ดินเมื่อกี้ยังผ่านมาได้! แต่จริงๆเหว๋อมาก ฮ่าาาาา
ระหว่างกำลังหาทางยกกระเป๋าขึ้นไปมีฝรั่งผู้ชายคนนึงกลับมาจากข้างนอกพอดี กลับมาตั้งแต่ตอนเราเช็คอินละ เห็นกำลังงงๆกับกระเป๋าที่กำลังหาทางแบกขึ้นไป เค้าเลยบอกว่า "ช่วยนะ" เราบอก "No! ไม่เป็นไร" เค้าบอก "It's ok" เราเลยเออตามสบาย~ พอเค้ายกแค่นั้นแหละถึงกับพูดว่า "หนักมาก!" เราได้แต่ "Sorry Sorry" เค้าก็ถือให้แหละ หล่อเลยจากที่หล่ออยู่แล้ว :3
พอมาถึงชั้น3 เราบอกเค้าว่า "โอเคแล้วจะถือเอง" โคตรเกรงใจไง เค้าก็ยัง "ไม่เป็นไร" เลยถือไปจนถึงชั้น4 สรุปว่านอนชั้นนี้เหมือนกัน ! แถมเปิดประตูให้เราเข้าก่อน พอเดินเข้าไปในห้องจึงพบว่า นี่แก๊งผู้ชายฝรั่งหมดเลย!!! ประมาณ4-5คนได้ (ตกใจเว้ย) แล้วคนข้างในทักเรา "HI~" เราเออ.. "HI" สักพักเค้าก็พากันออกไปข้างนอก

มองๆเดินหาตู้นอน ได้เลขที่20 ชั้นบน จะว่าไปช่องที่นอนใหญ่กว่าที่คิดมาก ยาว2เมตรนิดๆกว้าง1เมตรหน่อยๆ นอนสบายสุดๆ เปิดตู้ได้ขึ้นมานั่งบนที่นอนแถบหมดแรง แต่ไม่ลืมที่จะรีบต่อ wi-fi บอกพ่อทันทีว่าถึงละ โพส Facebook รัวๆ เช็คอินให้หมด ถึงแล้วโว้ยย~
นั่งคุยกับคนนั้นคนนี้ที่ไทยไปสักพัก เดินออกไป Lawson หาซื้อน้ำกับขนมมาเก็บไว้ น้ำสำคัญมากนะ ซื้อมาแบบขวดลิตรได้เลยยิ่งดี :) ถูกกว่าซื้อทีละขวดเล็กๆ พอออกมาเดินดูตามทางเรื่อยๆก็พบว่าที่พักตรงนี้ดีแหะ มีอาหารการกินใกล้ๆเปิดยันดึกดื่น มีทั้งใต้ดินกับ JR สะดวกสบายมาก

และก็เลือกของกินไม่ถูกจริงๆ ในรูปคืออาหารญี่ปุ่นวันแรกที่ได้จาก Lawson ก็แค่น้ำสตอเบอรี่จากซัปโปโรที่ซื้อเพราะขวดสวย >< กับข้าวห่อสาหร่าย เบาๆ ไม่อยากจัดหนักเดี๋ยวอ้วนอ่ะ กลับมาที่พักเปิดน้ำสตอเบอรี่กิน มันซาบซ่ามากกกก อร่อยด้วย~ แต่ข้าวปั้นก็ธรรมดาไม่ได้ชอบแค่กินไปก่อน -.-
นั่งกินตรงห้องครัวเสร็จก็ขึ้นข้างบน วันนี้แม้จะหลงทางแต่โชคดีเจอคนดีดีช่วยทั้งนั้น รู้สึกประทับใจปลื้มปริ่ม ตอนแรกแอบคิดว่าจะไม่ช่วยป่าวนะ แบบว่าเห็นเป็นต่างชาติ ไม่กล้ายุ่ง เหมือนที่บางคนชอบพูดอ่ะว่า คนโตเกียวเย็นชา
แต่เราคงดวงดีจริงๆที่เจอแต่คนน่ารักหล่ะมั้ง
และจากที่กะไว้ว่าวันแรกจะได้ไปที่อื่นๆมั่ง มาถึงตั้งแต่บ่าย2 ดันหลงจนมืด ไม่ต้องไปไหนละ นอน! คืนนี้ก็นั่งเล่น Facebook Skype จนเที่ยงคืน พรุ่งนี้จะเริ่มเที่ยวจริงจังแล้ว ก็ไม่ได้รีบนะ ยังคงนอนเวลาไทยนั่นแหละ ไม่ปรับตัวใดๆ :P
จะว่าไปที่พักของฉัน ผู้ชายทั้งนั้น หน้าตาดีด้วย ฮาาาาาาาา

ฝันดี!
(ยังไม่มี PS ทำรูป รูปวาดจึงสดมากจาก iPhone ฮ่าาา)
แต่ในใจนี่ช็อคค้างไปละ ฮาาา เลยเข้าไปถามพนักงานว่า "เออ หวัดดี ฉันหลงนะ จะไปพักที่นี่ อยู่ตรงไหน?" เค้าเลยให้แผนที่แบบภาษาญี่ปุ่นแล้วพูดอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ เราฟังๆแล้วคิดว่าไม่ยากแหะ "โอเค แต้งกิ้ว!"
ลุยต่อ!

ก็เดินกลับไปที่สถานีรถไฟ ลงมามองป้ายสถานีกับราคา เพื่อความชัวร์เลยถามพนักงาน "Asakusabashi กี่บาทคะ" ตอนแรกเค้าไม่เข้าใจ เราเลยพูด "Asakusabashi" แล้วก็เขียน *¥170? บนกระดาษ พนักงานก็ "ใช่ๆ" แล้วชี้ไปที่ตู้กด เลยได้ลองกดตู้ขายตั๋วในทันที
ไม่มีใครสอน! แต่มันมีภาษาอังกฤษ ปุ่มมุมซ้ายบนนั่นแหละ :)

เดี๋ยวนี้เกือบทุกเครื่องจะมีให้เลือกเป็นภาษาอังกฤษได้ โดยหน้าจอก็จะมีปุ่มตัวเลขราคาขึ้นมาให้เลือกกมากมาย เราก็กดตามราคาของสถานีที่เราเลือกจะไป จ่ายเงินด้วยเหรียญหรือแบงค์ก็ได้ มันถอนได้หมด ยกเว้นเหรียญ ¥1 ¥5 ใช้ไม่ได้
ได้ตั๋วเสร็จก็เจอกับทางลงบันได มองหาลิฟท์ไม่เจอ คือต้องเดินลงแล้วเดินขึ้นไปอีกที ทำไมทำบันไดแปลกๆวะ สูงอยู่ กระเป๋าไซส์บึ้ม! ระหว่างที่กำลังบากบั่นยกขึ้นบันได เพราะยังจับยกไม่เป็น มีผู้ชายญี่ปุ่นใส่สูทมาถาม "Daijoubu desu ka?!" "Daijoubu desu ka?" ประมาณว่า "โอเคไหมครับ?" เราก็ "...(เออ)" เค้าพยายามจะช่วยถือ เราก็ "Ah! Daijoubu Daijoubu!!!" คือ "ไม่เป็นไรจริงๆ!" จริงๆไม่โอเคแต่กระเป๋าหนักไม่กล้าให้ช่วย -_-
พอได้ขึ้นรถก็นั่งต่อไปอีก 2 ป้าย ถึงแล้วลงมาดูแผนที่ เห็นประตู2เป็นบันไดต้องเดินขึ้น ไม่เอาละ "เหนื่อยโว้ย" เลยขึ้นลิฟท์ตรงทางออก1 ออกมาปุ๊บ มืด.. ทั้งๆที่ยังไม่ 6โมงเย็น เดินๆมองๆเลี้ยวซ้ายเดินไปจนมุมถนน(1) เห็นร้านขายของชำเลยถาม เค้ามองแผนที่ก็งง เราบอกว่า "แม่น้ำ!" "รู้จักไหม" "อยู่ตรงไหนคะ" (ชี้แผนที่) แล้วเค้าก็บอกว่าน่าจะไปอีกทางนะ เราจึงเดินย้อนกลับมาทางออกรถไฟประตู 1
แล้วไม่กล้าเดินต่อกลัวหลงไกล มาลงลิฟท์ถามพนักงานที่ใต้ดินดีกว่า เค้าบอกทางมา แต่ภาษาญี่ปุ่นกระจาย มีแค่ Left กับ Right ที่เป็นภาษาอังกฤษ -_- ที่นี้เลยต้องลากกระเป๋าขึ้นบันไดที่ประตู 2 จริงๆ ซึ่งออกมาไกลจากที่เดิมหน่อย เดินวนไปวนมาก็ยังไม่เจอ ทิศไหนเป็นทิศไหนงงไปหมด ได้เวลาถามคนแถวนั้นซะละ! เห็นร้านขายข้าวร้านนึงมีฝรั่งนั่งอยู่ เลยเข้าไปถามพนักงาน วางกระเป๋าไว้นอกร้านด้วยนะ! พนักงานก็ไม่รู้ เลยถามฝรั่งตรงนั้น(2) แอบเหล่มองกระเป๋าตัวเอง ยังอยู่เว้ย.. คุยไปคุยมา ฝรั่งบอก "เหมือนจะยังไม่ถึงนะ ต้องเดินไปอีกไกล" ชี้ๆในแผนที่ (กรี๊ดดดดดดดดดดดด)
เหนื่อยโว้ย ทำไมหายากจังวะ มันไม่น่าจะหายากแบบนี้ป่าว พอเดินออกมาแล้วเลี้ยวขวาเดินตรงไปเรื่อยๆ หันมาเจอฝรั่งกลุ่มนึงเลยถาม "พักที่Khaosan Ninja หรือเปล่า?" เค้าบอกว่า "ป่าว ขอโทษด้วยนะ" สักพักฝรั่งร้านข้าวเดินสวนมา แต่ไม่ได้พูดไร มองเหมือนแบบ กูยังหลงอยู่อีกหรอ.. เออสิ ตอนนี้จะกรี๊ดละนะ แงงงง~
เดินไปเรื่อยๆยังไม่เจอทางออกก็เดินย้อนกลับมา เจอผู้หญิงคนนึง(3)หน้า Lawson เลยถามเค้า เอาแผนที่ให้ดูแล้วแบบ "e~ Doko!" (~เอ้~~~ที่ไหนเนียะ!!!) ดูไปดูมา เค้าแบบ "e~ Musukashii na~" (เอ้~~~~ยากจังเลยน้า) แล้วก็พูดญี่ปุ่นใส่อีกรัวๆฟังได้บ้างไม่ได้บ้าง หน้าตาเราตอนนั้นวิงวอนความช่วยเหลือมาก
จนเค้าบอก "รอก่อนนะ" แล้วเอาแผนที่ไปถามพนักงานใน Lawson ให้ พนักงานบอกว่าไม่แน่ใจเหมือนกัน เค้าก็ดูแผนที่แล้วบอกให้มาทางนี้ เดินย้อนกลับไปทางเดิมที่เป็นร้านข้าว พอมาถึงทางเลี้ยว "นี่น่าจะไปทางนี้แหละ" "แต่ฉันต้องไปแล้วนะ" เราตอบไปว่า "โอเค!" (ในใจไม่โอเคนะ!) "ขอบคุณมากๆ" (เริ่มบ่นกับตัวเอง เริ่มงอแง เริ่มเหวี่ยง -_-)
ตู้โทรศัพท์อยู่ตรงไหน! สักพักมีผู้ชายเดินมา2คน ตัวใหญ่กับตัวเล็ก ผู้ชายตัวเล็กใส่แว่นแต่งตัวปรกติเสื้อสีดำ แต่ผู้ชายตัวใหญ่แต่งตัวเป็นผู้หญิงใส่กระโปรงเลยเข่าพริ้วๆใส่วิกผมบ๊อบลอนสีทองใส่หมวกไหมพรมรองเท้ามีส้น พี่เค้าหวานกว่าเราอีก! จริงๆเราจะมองก่อนนะเวลาจะถามใคร แต่ 2 คนนี้มองละนะแต่ก็ถาม ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
เค้าช่วยดูแผนที่และบอกเหมือนหลายคนว่า "ยากนะเนียะ" "ที่ไหนเนียะ" เราบอก "Police ป้อมตรวจ" เค้าก็บอก "Koban!" (ป้อมตำรวจ) แล้วพูดแบบ "ตำรวจก็ไม่ใช่จะรู้หรอกน้า" ตอนนี้เริ่มจะขำ อ่าว..แล้วกรูควรถามใครวะ ฮาาาา เค้าเลยบอกเพื่อนที่มาด้วยน่าจะประมาณว่า รอตรงนี้แล้วกันจะพาเราไป แล้วก็ให้เราเดินตามไป เราก็เดิน... ไม่คิดไรอ่ะ โคตรไว้ใจ (จริงๆมันเป็นเรื่องไม่ควรทำไหมวะ @.@) เดินผ่านมาจนแถวร้านขายของชำที่เข้าตอนแรก ข้ามทางม้าลาย เดินข้ามสะพาน นี่ไง แม่น้ำ!!!!!!!!!!!
เดินลงมาจากสะพานก็เจอป้อมตำรวจ กรี๊ดดด... ใกล้แค่เอื้อมแค่นี้!!!!
แล้วพี่เค้าเอาแผนที่ถามตำรวจให้ ตำรวจถึงกับร้องอ๋ออออออออออ อยู่ตรงนี้เอง เลี้ยวตรงนี้ เราก็โอ่~~~~~~เหมือนมีแสงส่องลงมาจากฟ้า อยู่แค่นี้กูหลงไปไกลมากกกก หลงอยู่3ชั่วโมง~
นี่คือแผนที่ที่เราวาดออกมา ตัวเลขคือตำแหน่งที่เราเดินไป ที่ทำให้หลงไปเรื่อยๆ ฮ่าาาา
พอรู้ว่าเจอแล้วก็ดีใจสุดๆ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ รัวๆ I LOVE YOU I LOVE YOU Thank you Thank you พูดแบบนี้ให้เค้าแหละ ฮ่าา โค้งแล้วโค้งอีก มันซึ้งใจมากอุตสาเดินมาส่งถึงขนาดนี้ จะจำจดวันตายเลย นึกว่าจะหลงทั้งคืนละ นี่เล็งรถไฟใต้ดินนอนละนะ -.-

หลังเดินจากเค้ามาก็เห็นซอยเลี้ยวเข้าไป โอยยยแค่นี้เองแสรสส เห็นป้ายที่พักแล้วน้ำตาจะไหล หมดแรงสุดๆ เข้าไปเช็คอินอะไรเสร็จสรรพ สรุปว่านอนชั้น 4 ..ชั้น 4~~~~~~ไม่มีลิฟท์!!!! ม่ายยยย เม ลิฟท์ ท ท ท~
พนักงานชะเง้อมา "กระเป๋าใหญ่มากเลย โทษทีนะ เราไม่มีลิฟท์" เรายิ้ม "ไม่เป็นไร" แบกขึ้นลงใต้ดินเมื่อกี้ยังผ่านมาได้! แต่จริงๆเหว๋อมาก ฮ่าาาาา
ระหว่างกำลังหาทางยกกระเป๋าขึ้นไปมีฝรั่งผู้ชายคนนึงกลับมาจากข้างนอกพอดี กลับมาตั้งแต่ตอนเราเช็คอินละ เห็นกำลังงงๆกับกระเป๋าที่กำลังหาทางแบกขึ้นไป เค้าเลยบอกว่า "ช่วยนะ" เราบอก "No! ไม่เป็นไร" เค้าบอก "It's ok" เราเลยเออตามสบาย~ พอเค้ายกแค่นั้นแหละถึงกับพูดว่า "หนักมาก!" เราได้แต่ "Sorry Sorry" เค้าก็ถือให้แหละ หล่อเลยจากที่หล่ออยู่แล้ว :3
พอมาถึงชั้น3 เราบอกเค้าว่า "โอเคแล้วจะถือเอง" โคตรเกรงใจไง เค้าก็ยัง "ไม่เป็นไร" เลยถือไปจนถึงชั้น4 สรุปว่านอนชั้นนี้เหมือนกัน ! แถมเปิดประตูให้เราเข้าก่อน พอเดินเข้าไปในห้องจึงพบว่า นี่แก๊งผู้ชายฝรั่งหมดเลย!!! ประมาณ4-5คนได้ (ตกใจเว้ย) แล้วคนข้างในทักเรา "HI~" เราเออ.. "HI" สักพักเค้าก็พากันออกไปข้างนอก

มองๆเดินหาตู้นอน ได้เลขที่20 ชั้นบน จะว่าไปช่องที่นอนใหญ่กว่าที่คิดมาก ยาว2เมตรนิดๆกว้าง1เมตรหน่อยๆ นอนสบายสุดๆ เปิดตู้ได้ขึ้นมานั่งบนที่นอนแถบหมดแรง แต่ไม่ลืมที่จะรีบต่อ wi-fi บอกพ่อทันทีว่าถึงละ โพส Facebook รัวๆ เช็คอินให้หมด ถึงแล้วโว้ยย~
นั่งคุยกับคนนั้นคนนี้ที่ไทยไปสักพัก เดินออกไป Lawson หาซื้อน้ำกับขนมมาเก็บไว้ น้ำสำคัญมากนะ ซื้อมาแบบขวดลิตรได้เลยยิ่งดี :) ถูกกว่าซื้อทีละขวดเล็กๆ พอออกมาเดินดูตามทางเรื่อยๆก็พบว่าที่พักตรงนี้ดีแหะ มีอาหารการกินใกล้ๆเปิดยันดึกดื่น มีทั้งใต้ดินกับ JR สะดวกสบายมาก

และก็เลือกของกินไม่ถูกจริงๆ ในรูปคืออาหารญี่ปุ่นวันแรกที่ได้จาก Lawson ก็แค่น้ำสตอเบอรี่จากซัปโปโรที่ซื้อเพราะขวดสวย >< กับข้าวห่อสาหร่าย เบาๆ ไม่อยากจัดหนักเดี๋ยวอ้วนอ่ะ กลับมาที่พักเปิดน้ำสตอเบอรี่กิน มันซาบซ่ามากกกก อร่อยด้วย~ แต่ข้าวปั้นก็ธรรมดาไม่ได้ชอบแค่กินไปก่อน -.-
นั่งกินตรงห้องครัวเสร็จก็ขึ้นข้างบน วันนี้แม้จะหลงทางแต่โชคดีเจอคนดีดีช่วยทั้งนั้น รู้สึกประทับใจปลื้มปริ่ม ตอนแรกแอบคิดว่าจะไม่ช่วยป่าวนะ แบบว่าเห็นเป็นต่างชาติ ไม่กล้ายุ่ง เหมือนที่บางคนชอบพูดอ่ะว่า คนโตเกียวเย็นชา
แต่เราคงดวงดีจริงๆที่เจอแต่คนน่ารักหล่ะมั้ง
และจากที่กะไว้ว่าวันแรกจะได้ไปที่อื่นๆมั่ง มาถึงตั้งแต่บ่าย2 ดันหลงจนมืด ไม่ต้องไปไหนละ นอน! คืนนี้ก็นั่งเล่น Facebook Skype จนเที่ยงคืน พรุ่งนี้จะเริ่มเที่ยวจริงจังแล้ว ก็ไม่ได้รีบนะ ยังคงนอนเวลาไทยนั่นแหละ ไม่ปรับตัวใดๆ :P
จะว่าไปที่พักของฉัน ผู้ชายทั้งนั้น หน้าตาดีด้วย ฮาาาาาาาา

ฝันดี!
(ยังไม่มี PS ทำรูป รูปวาดจึงสดมากจาก iPhone ฮ่าาา)

BEST VIEW ON FIREFOX